top of page
  • Writer's pictureวัดพลา

สิ่งที่เรียกว่าทุกข์ก็คือขันธ์ 5

ภาวนามยปัญญา เริ่มจากการแยกรูปนาม แยกธาตุ แยกขันธ์

ตรงที่เราสามารถแยกได้ แยกขันธ์ออกมาได้ เป็นการเจริญปัญญาขั้นต้น ในภาคปฏิบัติ ปัญญาจากการอ่าน การฟัง การคิดไตร่ตรอง อันนั้นเป็นปัญญาอีกระดับหนึ่ง อ่านธรรมะ ฟังธรรมะ เดี๋ยวนี้ก็มีดูธรรมะ ดูยูทูป อันนี้เรียกว่าสุตตมยปัญญา ดูแล้วก็พิจารณาคิด ค้นคว้า ไตร่ตรอง หาเหตุหาผล เป็นจินตามยปัญญา ตรงนี้ยังไม่มีการแยกขันธ์ ตรงที่เจริญปัญญาในภาคปฏิบัติจริงๆ ภาวนามยปัญญา มีจิตตั้งมั่น มีสติระลึกรู้รูปธรรม ระลึกรู้นามธรรม แล้วจะเห็นรูปธรรมกับจิตคนละอันกัน

เวทนาเป็นนามธรรมชนิดหนึ่งกับจิต ก็เป็นคนละอันกัน สังขารเป็นนามธรรมอีกชนิดหนึ่ง สังขารเช่นความปรุงดี ปรุงชั่ว เวทนาคือความรู้สึกสุขทุกข์ อันนี้กับจิตคนละอันกัน ตรงที่มันแยกออกมาเป็นคนละอันกับจิต ตรงนี้เรียกเราแยกรูปแยกนามได้ แยกรูปออกไป รูปมันหายใจ รูปมันยืน เดิน นั่ง นอน จิตเป็นคนรู้ อย่างนี้เรียกแยกรูปแยกนามได้ หรือรูปนั้นแยกละเอียดออกไปอีก ก็เป็นธาตุ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม บรรจุอยู่ในสเปซ ในช่องว่าง อันนั้นแยกยาก

แยกดิน น้ำ ไฟ ลม มันแยกได้ 2 แบบ แยกดิน น้ำ ไฟ ลม แยกตามนัยแห่งพระสูตรอันหนึ่ง นัยแห่งอภิธรรมอีกอันหนึ่ง รูปแยกยากอยู่ แต่นามแยกไม่ยาก อย่างโกรธ ใครๆ ก็รู้จักโกรธ ไม่ต้องแยกอะไรต่อแล้ว โกรธ รัก เกลียด มันเป็นนามธรรม สุข ทุกข์ ไม่ต้องไปแยกอะไรมากมาย แต่ตัวรูป ถ้าเรียนรูปจริงจัง แยกรูปลงไปอีก อย่างถ้าเราเรียนอย่างหยาบๆ เราเห็นรูปนี้นั่งอยู่ รูปนี้ยืน เดิน นั่ง นอน รูปนี้หายใจออก รูปนี้หายใจเข้า รูปนี้เคลื่อนไหว รูปนี้หยุดนิ่ง เรียนอย่างนี้เรียนแบบพระสูตร เรียนได้ บรรลุพระอรหันต์ได้

ถ้าเรียนอย่างอภิธรรมก็บอกว่าทำไม่ได้ รูปยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ใช่รูปแท้ มันเป็นวิญญัติรูป รูปแท้ๆ มี 18 ชนิด มีใครแยกได้ มันแยกไม่ได้ มันแยกอยู่ในหนังสือ ให้แยกคร่าวๆ ก็แยกพอได้ ทำสมาธิขึ้นมาแล้วก็แยกดิน น้ำ ไฟ ลม ถ้าแยกเชิงอภิธรรม ไม่มีใครทำได้หรอก ถ้าแยกเชิงพระสูตร ไม่ยากเกินไป เพราะพระสูตรเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ให้เราเอามาปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติตามแนวพระสูตร บรรลุพระอรหันต์เยอะแยะไป คนปฏิบัติตามแนวอภิธรรม ไม่เห็นมีเลย ไม่เคยเจอเลย มีแต่ท่องๆ เอาไว้

แยกรูปแนวพระสูตร ก็ดูไป รูปในส่วนที่เป็นดิน ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นส่วนของดิน ส่วนของน้ำ เช่น น้ำเลือด น้ำหนอง น้ำเสลด น้ำลาย น้ำปัสสาวะ น้ำเหงื่อ อะไรพวกนี้ นี้ส่วนของธาตุน้ำ ธาตุลมก็ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมอยู่ในท้อง บางทีลมก็วิ่งอยู่ในท้องเราดังครืดคราด ก็เป็นธาตุลม ธาตุไฟก็เป็นความอบอุ่นในตัวของเรา ทำงานหลายอย่าง บางทีเวลาย่อยอาหารก็ใช้ธาตุไฟย่อย มันจะรู้สึกอบอุ่นในท้อง อันนี้แยกแบบพระสูตร ก็ไม่ยากอะไร มนุษย์ธรรมดาทำได้

ถ้าแยกรูปแนวอภิธรรม ใครจะทำได้ รูปผู้หญิง รูปผู้ชาย รูปผู้หญิงผู้ชายไม่ได้ดูที่ร่างกายข้างนอก ต้องรู้ด้วยจิต คือรู้ลงไปที่ตัวโครโมโซมอะไรต่ออะไรนั้น ถึงจะแยก ซึ่งไม่มีใครทำได้ ต้องใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ไปแยก หรือในผมหนึ่งเส้น มีทั้งธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม อยู่ด้วยกัน ใครจะแยกได้ในผมหนึ่งเส้น ตรงไหนดิน น้ำ ไฟ ลม มันแยกตามทฤษฎี ฉะนั้นเวลาเราแยกรูปแยกนาม ถ้าแยกรูป หลวงพ่อแนะนำเลยแยกเชิงพระสูตร มนุษย์ธรรมดาทำได้

แล้วไปดูให้ดีในสติปัฏฐาน 4 สอนแนวพระสูตร รูปหายใจออก รูปหายใจเข้า รูปยืน เดิน นั่ง นอน อภิธรรมบอกเอามาทำอะไรไม่ได้ เป็นวิญญัติรูป รูปเคลื่อนไหวอะไรพวกนี้ แต่ว่าคนที่เดินสติปัฏฐาน บรรลุพระอรหันต์มาตั้งเยอะตั้งแยะแล้ว ก็แนวพระสูตรนั่นล่ะ การแยกรูปของเราแยกให้ง่ายๆ เลย พอจิตเราตั้งมั่นแล้วรู้สึกลงไป อย่างเวลาเราฟังหลวงพ่อเทศน์ สมาธิพวกเราจะเกิดอัตโนมัติ จิตมันจะมีสมาธิขึ้นมา ตอนที่ฟังหลวงพ่อเทศน์ เรารู้สึกลงไปในร่างกาย รู้สึกลงไป ตัวที่นั่งอยู่ มันตัวนี้ถูกรู้ถูกดู ลองรู้สึกดู ใช่ไหม ร่างกายเป็นของถูกรู้ถูกดู จิตเป็นคนรู้คนดู ไม่ต้องไปหาว่าจิตอยู่ที่ไหนหรอก แค่รู้สึกว่าร่างกายมันเป็นอีกส่วนหนึ่ง เป็นของถูกรู้ แค่นี้ก็เรียกว่าเราแยกรูปนามได้แล้ว

หรือเรามีความสุขความทุกข์เกิดขึ้นในร่างกาย เรามีจิตตั้งมั่นอยู่ เราก็จะเห็นร่างกายก็ส่วนหนึ่ง สุขทุกข์ก็ส่วนหนึ่ง จิตที่เป็นคนรับรู้ก็ส่วนหนึ่ง นี่ก็เรียกแยกรูปแยกนามได้ หรือเวลากิเลสเราเกิด โลภ โกรธ หลง เกิด สติระลึกรู้ ตอนนี้โลภ โกรธ หลง เกิด จิตตั้งมั่น มันก็จะเห็นโลภ โกรธ หลง เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต ไม่ใช่จิต มันแยกออกจากจิต เป็นสิ่งที่แปลกปลอมเข้ามาในจิต อย่างนี้เรียกว่าเราเริ่มเจริญปัญญาในภาคปฏิบัติแล้ว เริ่มทำภาวนามยปัญญาแล้ว

ภาวนามยปัญญา เริ่มจากการแยกรูปนาม แยกธาตุ แยกขันธ์ จะแยกได้ระดับไหนก็แล้วแต่เรา ถ้ามีสมาธิสูงก็แยกได้เยอะ สมาธิไม่มากก็แยกได้พอประมาณ พอเอาตัวรอด อย่างถ้าสมาธิเราดีๆ สติเราว่องไว แค่ตัวโกรธ มันแยกออกไปได้อีกตั้งเยอะตั้งแยะ ดีกรีของมันไม่เท่ากัน โกรธแต่ละตัวก็แตกต่างกัน ขัดใจเล็กๆ กับโกรธจนบ้าคลั่ง ดีกรีมันต่างกัน มันตระกูลเดียวกัน หรือความตระหนี่ มันอยู่ในตระกูลโทสะ เวลาเราเกิดความตระหนี่หวงแหน ใจเราไม่มีความสุข มันเป็นตระกูลโทสะ อิจฉา ตระกูลโทสะ เวลาเราอิจฉาคนอื่น ใจเราไม่มีความสุข

1 view0 comments

Comentários


bottom of page