top of page
  • Writer's pictureวัดพลา

รู้แจ้งแทงตลอดในขันธ์ 5

หน้าที่ต่อตัวขันธ์ตัววิบากตัวนี้ คือรู้

อย่างนี้เราพอจะคลำร่องรอยว่า เราจะปฏิบัติธรรม จะทำอย่างไรบ้าง เราก็ละชั่ว ทำดี ให้จิตผ่องแผ้วขึ้นมา สะอาดหมดจด ธรรมะที่ไม่ดีไม่ชั่วก็คือพวกวิบากทั้งหลาย ไม่ใช่กุศล ไม่ใช่อกุศล ก็เป็นธรรมะฝ่ายวิบาก เรียกวิบาก ก็เป็นผล ความดี เราทำดีก็มีวิบากดี ทำชั่วก็มีวิบากชั่ว อย่างขันธ์ 5 เราเกือบทั้งหมดเป็นวิบาก มีบางส่วนในสังขารขันธ์ ก็เป็นกุศล เป็นอกุศล นอกนั้นก็เป็นวิบากทั้งหมดเลย ร่างกายเรานี้เป็นวิบาก มันเป็นตัวทุกข์ๆ

หน้าที่ต่อตัวขันธ์ตัววิบากตัวนี้คือรู้ ตัวนี้คือตัวทุกข์ ฉะนั้นให้เรารู้กายรู้ใจของเราไป แต่ถ้ากิเลส ต้องละมัน ถ้ากุศล ต้องเจริญมัน อย่างการที่เรารักษาศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญา เราเจริญกุศล การที่เราถือศีล ไม่ยอมไปทำผิดศีล เราทำสมาธิเพื่อข่มใจ ไม่ให้ถูกกิเลสครอบงำ เราเจริญปัญญาเพื่อรู้เท่าทันกองทุกข์ทั้งหลาย อันนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำ ฉะนั้นบางคนพูดมักง่ายว่า ธรรมะไม่มีอะไรมาก รู้เฉยๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้รู้เฉยๆ สอนให้ละชั่ว ให้ทำดี ฝึกไปจนกระทั่งจิตบริสุทธิ์หลุดพ้น

ที่มันชอบมันไม่ชอบขึ้นมา สังเกตลงไป มันชอบมันไม่ชอบเพราะมันชอบขันธ์นี่ล่ะ หรือบางทีมันก็เกลียดขันธ์นี่ล่ะ ร่างกายนี้เป็นที่รักที่หวงแหน หรือบางทีมันเจ็บป่วยมาก บางคนฆ่าตัวตายเลย มันทุกข์มาก จิตมันยินดีบ้าง มันยินร้ายบ้าง พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ไปรักมัน แล้วไม่ได้สอนให้ไปเกลียดมัน ตัวขันธ์นี้มันเป็นวิบาก เป็นผลกรรมที่เราสะสมมา เราก็ได้วิบากอย่างนี้ อย่างบางคนรักษาศีลมาดี ก็มีวิบากได้เกิดมาเป็นคน มีรูปงามอะไรอย่างนี้ บางคนมีวิบากคือเจริญปัญญามามาก ทำวิปัสสนามามาก ฟังธรรมนิดเดียวก็เข้าใจแล้ว แต่ละคนช้าเร็ว ง่ายยาก ไม่เท่ากัน เพราะวิบากมันไม่เท่ากัน

อย่างพวกเราถือว่ามีวิบากดี เราได้อัตถภาพร่างกายจิตใจของมนุษย์ เรามีของดีสะสมมาในอดีต เรามีศรัทธา เราก็พยายามแสวงหาความพ้นทุกข์ เที่ยวศึกษา เที่ยวปฏิบัติธรรมไป ฉะนั้นธรรมะไม่ใช่ว่ารู้เฉยๆ ส่วนของกิเลส อย่าไปยอมตามมัน ส่วนของกุศลทำให้มันเพิ่มขึ้น ส่วนที่เป็นวิบาก รู้อย่างที่มันเป็น จะได้ไม่ไปรักใคร่หวงแหนมัน อย่างร่างกายเป็นวิบาก บางคนเกิดมาก็พิการบ้าใบ้บอดหนวกแต่กำเนิด แต่ทำไมได้เป็นคน เขามีวิบากที่แตกต่างกับคนที่เกิดมาสมบูรณ์ อันนี้มันลงรายละเอียดเยอะไป มีคำอธิบายทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะสิ่งทั้งหลายเกิดจากเหตุทั้งสิ้น มีเหตุอย่างนี้ มีผลอย่างนี้

การที่เราเรียนธรรมะ ขั้นแรกเราก็รู้ก่อนธรรมะมี 2 ค่าย ค่ายที่เป็นความปรุงแต่ง ถ้าปรุงดี เราก็ต้องเจริญ ปรุงชั่ว เราก็ต้องละ ถ้ามันเป็นกลางๆ เราก็รู้อย่างที่มันเป็นไป ไม่ต้องไปทำอะไรมัน ธรรมะที่พ้นความปรุงแต่ง ถ้าเมื่อไรจิตเราพ้นความปรุงแต่ง เราค่อยไปเห็นธรรมะที่ไม่ปรุงแต่ง ไปเห็นนิพพาน ฉะนั้นไม่ต้องทำอะไรเพื่อจะเห็นนิพพาน ก็ละชั่ว ทำดี ฝึกจิตใจของตัวเองไป เดี๋ยวก็เห็น วันหนึ่งมันก็เห็น

นิพพานไม่ใช่อะไร นิพพานคือสันติ ความสงบ แล้วมันไม่ใช่สงบเฉยๆ ถ้าเมื่อไรจิตสัมผัสพระนิพพาน จิตจะมีความสุข ฉะนั้นนิพพานโดยตัวเองว่าง แต่สัมผัสแล้วเป็นบรมสุข ตรงนี้ไม่ต้องเรียนมาก พระพุทธเจ้าสอนไม่เยอะเรื่องนิพพาน ถ้าสอนเยอะแล้วเราจะหิวนิพพาน ก็เลยไม่นิพพานเสียที ท่านเลยสอนธรรมะที่ปรุงแต่ง ธรรมะเกือบทั้งหมดเลยจะสอนอยู่ในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องนิพพานไม่ค่อยพูดถึงเท่าไร

เพราะฉะนั้นเราตั้งอกตั้งใจ ที่เราปฏิบัติธรรม ถามว่าทำอะไรบ้าง ก็ละชั่ว ทำความดีไป ทำกุศลให้ถึงพร้อม จะละชั่วทำดีได้ ก็ต้องเห็นความจริง สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีที่เป็นขึ้นมา เกิดแล้วดับทั้งสิ้น ไม่ควรยึดถือ อย่างร่างกายเรานี้เป็นส่วนของวิบาก เวทนาสุขทุกข์เป็นส่วนของวิบาก อย่างถ้าเราทำความดี ทำบุญ ผลที่ได้ก็คือความสุข ทำบาป ผลที่ได้ก็เป็นความทุกข์ ฉะนั้นตัวสุขทุกข์ หรือตัวเวทนา เป็นวิบาก เป็นผลของการกระทำ การกระทำทั้งหลายมันก็ผลักดัน ด้วยกุศลบ้าง ด้วยอกุศลบ้าง ผลักดันให้กระทำ

พระอรหันต์ท่านพ้นจากกุศล พ้นจากอกุศลสิ้นเชิง ก็เลยไม่มีอะไรผลักดันจิตให้เกิดการกระทำขึ้นมา ฉะนั้นจิตมันออกรู้อารมณ์ มันคิดนึกปรุงแต่งอะไรขึ้นมา มันไม่ได้ทำด้วยกิเลส มันเป็นแค่กิริยา สักแต่ว่ารู้ สักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน สักแต่ว่าทำ สักแต่ว่าคิด แต่พวกเราสิ่งที่ผลักดัน คือกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ให้เรามาเรียนรู้ลงมา ร่างกายนี้เป็นส่วนของวิบาก อย่าไปเกลียดมัน อย่าไปรักมัน ถ้าเกลียดมันมาก ก็ต้องอยู่กับมัน รักมันมาก วันหนึ่งมันก็ทิ้งเราไปร่างกายนี้ ถ้าเรารู้ความจริง ของร่างกาย ก็แค่วิบาก เป็นผลของกรรม พอกำลังของกรรมทั้งดีและชั่วหมดไป มันก็แตกสลายไป

เวทนาคือความสุขทุกข์ มีรูป มีเวทนา เวทนาก็เป็นส่วนของวิบาก เป็นผลของกรรม เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงยินดียินร้ายกับมัน ความสุขเกิดขึ้นก็เป็นวิบากของบุญ ความทุกข์เกิดขึ้นก็เป็นวิบากของบาป ทำชั่วมา ได้รับวิบากคือความทุกข์ ทำบุญก็มีวิบากเป็นความดี เราไปแก้ที่ตัวผลไม่ได้ ตัววิบากเป็นตัวผล ถ้าเราอยากมีความสุข เราก็ต้องทำเหตุที่ดี สร้างคุณงามความดีไป แล้วเราจะมีความสุข ถ้าเราเกลียดทุกข์แต่เราทำชั่ว เราก็ไม่พ้นจากทุกข์ เพราะวิบากคือความทุกข์ มันจะมา

ตัวรูปมันก็เป็นวิบาก ตัวเวทนาก็เป็นวิบาก ตัวสัญญาก็เป็นวิบาก ตัววิญญาณคือจิต ก็เป็นวิบาก จิตจริงๆ แล้วมันมีทั้ง 3 ส่วน ทั้งจิตที่เป็นกุศล อกุศล และก็เป็นวิบากจิต จิตจำนวนมากเป็นวิบาก เราไม่รู้จักมัน อย่างจิตที่ไปมองเห็นรูป จิตที่ไปได้ยินเสียง เป็นวิบาก ไม่มีผล ไม่ได้มีผลอะไรเกิดขึ้น เวลาตาเราเห็นรูป ไม่ดีไม่เลว เวลาที่หูเราได้ยินเสียง ไม่มีดีไม่มีเลวอะไร มันเฉยๆ ไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ด้วย แล้วจิตมันมาหลงความปรุงแต่ง มันถึงจะเกิดดีเกิดชั่ว เกิดสุขเกิดทุกข์ขึ้นมาทีหลัง

จิตมีธรรมะ 3 อย่าง ทั้งที่เป็นกุศล ทั้งที่เป็นอกุศล ทั้งที่เป็นวิบาก เรียกเป็นวิบากจิต สังขารก็เหมือนกัน มีทั้งที่เป็นกุศล ที่เป็นอกุศล ที่ไม่ใช่กุศลไม่ใช่อกุศล ส่วนใดที่เป็นอกุศล เราก็อย่าไปยอมให้มันครอบงำเรา จิตและเจตสิก หรือสังขาร จิตและสังขารที่เป็นอกุศล เรียนรู้มันไปจนกระทั่งขุดรากถอนโคนมันได้ ตัวที่ทำให้กิเลสมันทำงานขึ้นมาได้จริงๆ คือตัวไม่รู้ ไม่ใช่ไม่รู้ แต่ว่าตัวไม่รู้ ตัวอวิชชา อวิชชาคือไม่รู้อริยสัจ ไม่รู้ทุกข์

1 view0 comments

Comments


bottom of page